รู้ล่วงหน้าก่อนทัวร์ขอพรจากวัดและ ศาลเจ้าญี่ปุ่น

รู้ล่วงหน้าก่อนทัวร์ขอพรจากวัดและ ศาลเจ้าญี่ปุ่น
วัดและ ศาลเจ้าญี่ปุ่น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมกันมาก ทั้งจากคนญี่ปุ่นเองและชาวต่างชาติเช่นคนไทยอย่างเรา หลายคนคงตั้งอกตั้งใจไปขอพรแต่ไม่แน่ใจว่าวิธีการขอพรของบ้านเรากับชาวญี่ปุ่นนี่มันเหมือนกันหรือไม่ ขอให้หมดกังวลใจเพราะคราวนี้เรามีวิธีการเข้าวัดและศาลเจ้าแบบญี่ปุ่นมาฝาก จะได้ทำตามกันได้อย่างไม่เขินอาย ตามมาดูกันได้เลย !

วัดและศาลเจ้าในประเทศญี่ปุ่นนั้นล้วนเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนประเทศญี่ปุ่น เพราะนอกจากความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ภายในวัดหรือศาลเจ้าบางแห่งยังมีพิพิธภัณฑ์หรือวัตถุโบราณและทิวทัศน์ที่สวยงามให้เราได้ไปเยี่ยมชม

แต่ละแห่งก็ล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์และถือเป็นสถานที่แห่งความศรัทธา ดังนั้นการเข้าไปเยี่ยมชมวัดหรือศาลเจ้าจึงมีธรรมเนียมปฏิบัติตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น และเนื่องจากวิธีการที่ว่านั้นไม่ค่อยจะเหมือนวิธีการของบ้านเราสักเท่าไหร่ เราจึงมีวิธีการไหว้พระหรือสักการะเทพเจ้าแบบชาวญี่ปุ่นมาแนะนำให้พวกเราทำตาม จะไม่ต้องเคอะเขินและขอพรเทพเจ้าในต่างแดนได้อย่างราบรื่น

วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่นต่างกันยังไงนะ

แม้ว่าวัดและศาลเจ้าของญี่ปุ่นหลายแห่งอาจมีลักษณะและบรรยากาศที่คล้ายคลึงกัน แต่บอกเลยว่าวัดและศาลเจ้าของญี่ปุ่นนั้นมีความแตกต่างกันที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ดังต่อไปนี้

เราสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ จากชื่อของวัดและศาลเจ้าที่จะมีคำลงท้ายแตกต่างกัน โดยหากเป็นวัดจะลงท้ายด้วยคำว่า ‘ji’ แต่ถ้าเป็นศาลเจ้าจะลงท้ายด้วย ‘jinja’ หรือ ‘jingu’
อีกจุดที่สามารถมองเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนเลยก็คือบริเวณทางเข้า บริเวณทางเข้าหน้าศาลเจ้ามักจะมีบ่อน้ำให้ล้างมือหรือบ้วนปากก่อนเข้าไปภายในศาลเจ้าเพื่อชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ ส่วนวัดนั้นจะมีกระถางธูปขนาดใหญ่วางอยู่แทน ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าควันจากธูปจะช่วบปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปได้

ภายในบริเวณวัดมักจะมี พระพุทธรูป สุสาน เจดีย์และระฆังอยู่เป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับศาลเจ้านั้นจะมีเสาโทริอิที่คล้ายกับประตูอยู่บริเวณปากทางเข้าเป็นสัญลักษณ์ </li

สิ่งศักดิ์สัทธิ์ภายในวัดญี่ปุ่นมักจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็เจ้าแม่กวนอิม แต่สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้านั้นคือเทพเจ้าต่าง ๆ ที่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละศาลเจ้า โดยศาลเจ้าจะเก็บรักษาสิ่งของที่ผู้คนกราบไหว้หรือนับถือเอาไว้ รวมทั้งยังเป็นสถานที่ทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ
วัดในประเทศญี่ปุ่นเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ (คล้ายกับวัดของบ้านเรา) ส่วนศาลเจ้านั้นเป็นของศาสนาชินโตซึ่งเป็นลัทธิดั้งเดิมตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่เชื่อในเทพเจ้าเป็นหลัก

ภายในวัดจะมีผู้เผยแพร่ศาสนาอย่างพระสงฆ์หรือแม่ชีอาศัยอยู่ แต่ในศาลเจ้าจะนักบวชหรือมิโกะเป็นผู้ทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หรือสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า
นอกจากลักษณะภายนอกที่หากสังเกตก็จะเห็นถึงความแตกต่างแล้ว ความเชื่อและแหล่งกำเนิดของศาสนายังไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ศาสนสถานทั้งสองอย่างนี้จะมีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกัน

Continue Reading

น้องแนน กระหึ่มโลกคว้า จอมพลังยอดเยี่ยมแห่งปี

น้องแนน กระหึ่มโลกคว้า จอมพลังยอดเยี่ยมแห่งปี
“แนน” โสภิตา ธนสาร จอมพลังสาวไทยเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2016 กระหึ่มโลกรับรางวัลนักยกน้ำหนักสาวแห่งปีของสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ (ไอดับเบิ้ลยูเอฟ) หลังคะแนนโหวตเฉือนชนะยอดฝีมือจากจีนและไต้หวัน ขณะที่ฝ่ายชายเป็นของจอมหลังอิหร่านรับคะแนนท่วมท้นตามที่สหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ (ไอดับเบิ้ลยูเอฟ) เปิดให้แฟนกีฬาร่วมโหวตรางวัล “เจโน บอสโควิช ลิฟเตอร์ ออฟเดอะ เยียร์” นักยกน้ำหนักแห่งปี ค.ศ.2016 ของไอดับเบิ้ลยูเอฟ ผ่านทางเว็บไซต์ www.iwf.net สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีคนเข้าไปร่วมให้คะแนนประมาณ 38,000 เสียง โดยรางวัลนักยกน้ำหนักหญิงแห่งปีเป็นของ “น้องแนน” โสภิตา ธนสาร เจ้าของเหรียญทองยกน้ำหนักโอลิมปิกเกมส์ ค.ศ.2016 “รีโอเกมส์” รุ่น 48 กก. หญิง ซึ่งมีคะแนนโหวตเหนืออันดับ 2 เติ้ง เหว่ย จากจีน ประมาณ 1,200 คะแนน ขณะที่อันดับ 3ซู ซู่ ฉิง จากไต้หวัน ได้คะแนนโหวตน้อยกว่าอันดับ 2 เพียง 55 คะแนนเท่านั้น

ส่วนนักยกน้ำหนักชายแห่งปีฝ่ายชาย อันดับ 1 เป็นของ รอสตามี่ คิอานุช จากอิหร่าน ได้รับคะแนนท่วมท้นราว 20,000 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 ลาช่า ทาลาคัดเซ่ จากจอร์เจีย ถึง 3 เท่า และอันดับ 3 ราฮิมอฟ นิจัต จากคาซัคสถาน ทั้งนี้ นักกีฬาทั้งหมดที่ได้รับการโหวตล้วนแล้วเป็นนักกีฬาฮีโร่โอลิมปิกเกมส์ ค.ศ.2016 ทั้งหมด โดย ไอดับเบิ้ลยูเอฟ จะทำพิธีมอบรางวัลในโอกาสถัดไป

“น้องแนน” โสภิตา กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคะแนนโหวตที่มอบให้กับตน รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมาก ไม่คาดคิดว่าจะได้รับรางวัลดังกล่าว เพราะนักกีฬาแต่ละคนที่เลือกมาล้วนมีฝีมือดีระดับโลกทั้งนั้น สำหรับการฝึกศ้อมตอนนี้ก็เริ่มเข้าสู่โปรแกรมที่เข้มข้นแล้ว เพื่อเตรียมตัวลงแข่งขันรายการชิงแชมป์ประเทศไทย ส่วนรายการชิงแชมป์โลก ที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงเดือน พ.ย. กำลังอยู่ระหว่างหารือกับผู้บริหารและผู้ฝึกสอนว่าจะลงเล่นรุ่น 48 กก.เหมือนเดิม หรือขยับไปเล่นรุ่น 53 กก. อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวอยากลงเล่นรุ่น 48 กก. ต่อไป

Continue Reading

WBC จี้เจรจาไฟต์บังคับ 2 รุ่น

WBC จี้เจรจาไฟต์บังคับ 2 รุ่น
-@@- สภามวยโลก (WBC) สั่งให้แชมป์โลกในสังกัดของตนต้องชกป้องกันตำแหน่งในไฟต์บังคับกับรองแชมป์โลกอันดับ 1 ถึงสองรุ่น คือ รุ่นเฮฟวี่เวต และ รุ่นไลต์เฮฟวี่เวตโดยใน “รุ่นยักษ์”นั้น ให้ ดีออนเทย์ ไวล์เดอร์(38-0, 37kos) ชกกับ เบอร์เมน สตีเวิร์น(25-2-1, 21kos) #1WBC ซึ่งคู่นี้จะเป็นไฟต์รีแมทช์ เพราะเมื่อปี 2015 เบอร์เมน สตีเวิร์น ต้องเสียเข็มขัดเส้นนี้ให้แก่ ดีออนเทย์ ไวล์เดอร์

ในการป้องกันตำแหน่งครั้งแรกเท่านั้นโดยแพ้คะแนนเป็นเอกฉันท์เมื่อชกกันครบ 12 ยก และสตีเวิร์น เป็นนักชกเพียงรายเดียวเท่านั้นที่สามารถสู้กับไวล์เดอร์ได้โดยไม่ถูกน็อกเอ้าต์.. กำหนดให้ทั้งคู่เริ่มเจรจากันตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ภายใน 30 วันข้างหน้าถ้ายังเจรจากันไม่ได้ก็จะจัดให้ประมูลราคาหาผู้จัดทันที (ถือว่าเป็นโชคดีของ สตีเวิร์น เพราะหลังจากแพ้เสียแชมป์ให้ไวล์เดอร์เมื่อปี 2015 แล้ว เพิ่งกลับมาชกเมื่อปลายปี 2015อีกครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้ชกกับใครอีกเลยกว่า 1 ปีแล้ว แต่กลับได้ขึ้นอันดับ 1 และจะได้ชกชิงไฟต์บังคับในไฟต์หน้าแล้ว)

อีกคู่หนึ่งคือ รุ่นไลต์เฮฟวี่เวต ให้แชมป์โลกหมัดหนัก อโดนิส สตีเวนสัน(28-1, 23kos) เริ่มเจรจากับ #1 อีเลเดอร์ อัลวาเรซ(22-0, 11kos)นักชกไร้พ่ายจากโคลอมเบีย (ซึ่ง อัลวาเรซ รายนี้ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา สามารถน็อกเอ้าต์ ลูเซียน บูเต้ ได้ในยกที่ 5) ไฟต์หน้าจะได้ชิงไฟต์บังคับโดยให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาหาข้อตกลงให้ได้ภายใน 30 วันเช่นกัน มิฉะนั้นจะมีการประมูลหาผู้จัดตามกฏ

Continue Reading

ประวัติความเป็นมาของมวยไทย

ประวัติความเป็นมาของมวยไทย
มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่สืบทอดกันมานาน เป็นทั้งการต่อสู้ป้องกันตัวและกีฬา ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด แต่ถือว่ามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ของไทยเช่นเดียวกับกังฟูของจีน ยูโดและคาราเต้ของญี่ปุ่น และเทควันโดของเกาหลี

การชกมวยไทยหน้าพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช พ.ศ. ๒๔๕๒

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย

ได้แก่

๑) สมัยอยุธยา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ โปรดการชกมวยมากจนทรงปลอมพระองค์มาชกมวยกับชาวบ้าน และชนะคู่ต่อสู้ถึง ๓ คน ดังที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ระบุไว้ในหนังสือ ศิลปะมวยไทยว่า พระเจ้าเสือได้ปลอมแปลงพระองค์เป็นสามัญชน มาชกมวยกับนักมวยฝีมือดีของเมืองวิเศษไชยชาญ และสามารถชกชนะนักมวยเอกถึง ๓ คน ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย นายใหญ่ หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก โดยทั้ง ๓ คน ได้รับความพ่ายแพ้อย่างบอบช้ำจากฝีมือการชกมวยไทยของพระองค์

เมื่อพระมหากษัตริย์โปรดการชกมวยไทยเช่นนี้ ทำให้มีการฝึกมวยไทยกันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก และขยายไปสู่บ้านและวัด โดยเฉพาะวัด ถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยเป็นอย่างดี เพราะขุนศึกเมื่อมีอายุมากมักบวชเป็นพระ และสอนวิชาการต่อสู้ให้แก่ลูกศิษย์ที่ดี หรือมีความกตัญญูรู้คุณ โดยเฉพาะนักมวยเด่นในยุคหลังๆ ก็เกิดจากการฝึกฝนกับพระสงฆ์ในวัดแทบทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้การฝึกมวยไทยจึงแพร่หลาย และขยายวงกว้างไปสู่สามัญชนมากยิ่งขึ้น

การชกมวยไทยหน้าพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช พ.ศ. ๒๔๕๒

๒) นักมวยที่มีฝีมือดีมีโอกาสเข้ารับราชการให้ก้าวหน้าได้ โดยเฉพาะการเป็นทหารในส่วนราชการที่เรียกว่า ทนายเลือก ซึ่งเป็นกรมที่ดูแลนักมวย ที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้แก่พระมหากษัตริย์

๓) เมื่อครั้งที่นายขนมต้มถูกจับเป็นเชลย และถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่กรุงอังวะ ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าได้จัดให้มีการฉลองชัยชนะ ในการทำสงครามกับไทย และสุกี้พระนายกองได้คัดเลือกนายขนมต้มให้ขึ้นชกกับนักมวยพม่า นายขนมต้มสามารถชกชนะนักมวยพม่าได้ถึง ๑๐ คน ดังที่ รังสฤษฎิ์ บุญชลอ กล่าวไว้ว่า “พม่าแพ้แก่นายขนมต้มหมดทุกคนจนถึงกับพระเจ้ากรุงอังวะตรัสชมเชยว่า คนไทยถึงแม้จะไม่มีอาวุธในมือ มีเพียงมือเปล่า ๒ ข้าง ก็ยังมีพิษสงรอบตัว” แสดงให้เห็นว่านักมวยไทยมีฝีมือเป็นที่เลื่องลือ

Continue Reading