โหลดเตี้ยล้อแบะ เกาะถนนจริงหรือ?

แนวทางหรือความนิยมในการตกแต่งรถยนต์ของวัยรุ่นเด็กแนว นอกจากชอบท่อเสียงดังๆ โล่งๆ ตีเฮดเดอร์แล้วม้าโผล่มาอีกนิดหน่อยพร้อมเสียงดังกระหึ่มเวลากดคันเร่งจะรู้สึกสาแก่ใจมากกว่าการใช้ท่อแบบปกติที่มีแคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ติดตั้งมาด้วย

นอกจากจะเปลี่ยนท่อระบายทิ้งทั้งเส้น จูนกล่องปรับเพิ่มแรงม้า เปลี่ยนท่อทางของระบบระบายความร้อนแล้ว ช่วงล่างล้อและยางก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางการตกแต่งรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงมากๆ ไม่ว่าจะถอดสปริงกับโช้คเดิมๆ ออกแล้วแทนที่ด้วยโช้คหรือสปริงแต่งลดระดับความสูงซึ่งคิดว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าของเดิมๆ ติดมากับรถ ล้อเดิมจากโรงงานแม้จะสวยแต่ยังไม่ถูกใจวัยโก๋เนื่องจากล้อเดิมๆ นั้นมีขนาดเล็กเกินไปทำให้เหมือนรถจ่ายกับข้าวแทนที่จะเป็นรถแข่งพลังสูง! ก็ต้องดิ้นรนหาล้อและยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แถมยังมีราคาแพงเฉียดแสนหรือเป็นแสนๆ แล้วแต่ยี่ห้อของล้อและยาง ยิ่งใหญ่เท่าไรก็ยิ่งโดนใจมากเท่านั้น ถึงจะขับยากจนแทบจะคลานก็ยอมขอให้ลูกสุดที่รักสวยไว้ก่อนเป็นพอใจ

การลดระดับความสูงหรือโหลดเตี้ยนั้นแบ่งออกเป็นสองระดับก็คือ โหลดเตี้ยลดความสูงลงพองามหรือพอหอมปากหอมคอ ไม่เตี้ยติดดินเป็นไก่แจ้ การลดความสูงแค่ 1-2 นิ้วด้วยการเปลี่ยนแค่สปริงแต่งที่ไม่เตี้ยมากและไม่กระเทือนซางมากจนเกินไป รวมถึงไม่กระทบกับระยะยืดหรือยุบตัวของโช้คอัพ จุดศูนย์ถ่วงของรถคันนั้นจะลดลง รถจะโคลงตัวน้อยลง มีความลำบากในการขึ้นลานจอดรถไม่มากหรือไม่มีผลกระทบเพราะไม่ได้โหลดจนเตี้ยแทบจะกองอยู่บนพื้นถนน ส่วนการโหลดเตี้ยแบบที่สองนั้น เป็นพวกนักเลงรถที่ชอบฝืนธรรมชาติ ยิ่งเตี้ยเท่าไรก็ยิ่งสาแก่ใจเท่านั้น เป็นพวกเร็วทางเรียบ ย่องทางแย่ หรือแทบจะคลานเมื่อเจอเข้ากับผิวถนนที่ขรุขระเป็นหลุมบ่อ

เมื่อโหลดจนเตี้ยติดพื้นมากเกินไปมักทรงตัวไม่ได้เรื่อง ช่วงล่างของรถยนต์นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เตี้ยจนกองติดพื้นเหมือนรถแข่ง ยิ่งวิ่งก็ยิ่งกระเด้งกระดอน หัวโยกหัวคลอนไปตลอดทาง รับญาติผู้ใหญ่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายขึ้นรถแต่ละครั้งก็โดนสวดชยันโตทุกครั้งไป โดยเฉพาะคนที่เป็นริดสีดวงนั้น แทบจะนั่งกันไม่ลงเลยทีเดียว!! เตี้ยมากจนเกินไปสิ่งที่จะกระจายเป็นอันดับแรกก็คือลิ้นหน้าหรือชายล่างของสปอยเลอร์หน้าราคาแพง ซึ่งบางคนแต่งด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์ รับรองว่าขับได้ไม่นานจะต้องครูดจนหลุดหรือแตกกองอยู่กับพื้นอย่างแน่นอน

โช้คอัพและสปริงเดิมๆ จากโรงงานนั้นถูกคำนวณค่าทางวิศวกรรมให้มีความเหมาะสมกับประสิทธิภาพของรถคันนั้นๆ รถที่มีเครื่องยนต์สมรรถนะสูงจะมีช่วงล่างที่ค่อนข้างกระด้างแต่ไม่ได้แข็งโป๊กเหมือนซุปเปอร์คาร์แต่ก็จะแข็งกว่ารถทั่วไป ส่วนรถบ้านรถจ่ายกับข้าวที่มีเรี่ยวแรงไม่มาก มีม้าแค่ร้อยกว่าตัวพร้อมเครื่องยนต์กะทัดรัดตัวเล็กนิดเดียวมักจะมีช่วงล่างที่ยืดหยุ่นมากกว่ารถสปอร์ตพลังสูง ช่วงล่างของรถทั่วๆ ไปจะมีความนุ่มนวลเมื่อขับผ่านทางไม่เรียบก็ยังนั่งสบายไม่กระแทกจนแทบจะแยกออกทั้งคันเหมือนรถซิ่งโหลดเตี้ย ล้อและยางเดิมๆ ก็มีขนาดที่พอดีกับย่านของกำลังและการออกแบบช่วงล่าง

สมัยก่อนที่ยังไม่มีโช้คหรือสปริงแต่งแพร่หลายเหมือนตอนนี้ ในยุครถซิ่งหน้าเดอะพาเลซนั้นนักเลงรถบางคนหาสปริงแต่งไม่ได้ก็เล่นทางลัดด้วยการตัดสปริงทำให้รถเตี้ยลงทันตาเห็น แต่ค่าการยืดยุบของสปริงก็จะเพี้ยนตามไปด้วยโดยจะแข็งขึ้นมากจนแม้แต่วิ่งทางเรียบๆ ก็ยังกระเด้ง!! สำหรับล้อในยุคนั้นไม่มีล้อแต่งขายถึงมีก็แพงมาก จึงเล่นวิธีผ่าล้อกระทะเหล็กเอาเอง ส่วนโช้คอัพนั้น หากเป็นโช้คเดิมๆ ไม่ใช่โช้คแต่ง เมื่อจับคู่กับสปริงที่ถูกตัดระยะทางเดินของปีกนกจะลดลงในขณะที่ความยาวของโช้คยังเท่าเดิม มีสิทธิที่สปริงจะหลุดจากเบ้าเมื่อถูกกระแทกหรือตกหลุมแล้วรถลอยขึ้นจากการขับแบบซิ่ง การเปลี่ยนโช้คอัพพร้อมๆ กับสปริงแต่งที่เข้าคู่กันจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแต่ก็ยังมีราคาแพงแรงเกินไปสำหรับสปริงกับโช้คอัพแต่งยี่ห้อดังๆ นั้น เล่นกันเป็นแสน เสียเงินเสียทองกันอีกเยอะ

โช้คอัพแต่งยี่ห้อดังๆ ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรถรุ่นนั้นๆ ดูจะน่าใช้กว่าโช้คอัพและสปริงแบบสตรัทปรับเกลียวของรถแข่ง การปรับค่าความสูงและค่าความแข็งอ่อนให้เท่ากันทุกล้อนั้นทำได้ยาก ต้องให้ช่างที่มีความชำนาญทำการเซตช่วงล่างให้วิ่งได้ในแต่ละสภาพผิวถนน ส่วนใหญ่จะปรับตั้งแบบผสมไม่แข็งจนเกินไปคล้ายรถแข่ง แต่พอเจอทางขรุขระก็ไปไม่เป็นเหมือนกันจากความกระด้างคล้ายดามด้วยไม้กระดาน

โช้คอัพแบบสตรัทปรับเกลียวปรับตั้งได้จึงเหมาะกับพวกเซียนรถที่ชอบขับเร็วและเอารถลงไปวิ่งในสนามแข่งบ่อยครั้ง มีความรู้เรื่องการปรับตั้งช่วงล่างพอสมควร ส่วนพวกที่ไม่เป็นอะไรมาเลยก็ควรจะเลือกใช้โช้คและสปริงแต่งที่ไม่เตี้ยมากรวมถึงยังออกแบบมาเฉพาะสำหรับรถรุ่นที่ใช้อีกด้วย แบบนั้นก็จะขับสบายไม่เด้งหน้าเด้งหลังหัวโยกหัวคลอนนั่งไม่เป็นท่าเป็นทางหรือกระเด้งไปตลอดทางจนไม่มีใครอยากโดยสารไปด้วย!

ล้อและยางที่ใหญ่เกินไปนอกจากจะแพงขึ้นมากแล้วยังขับได้ลำบากยากเย็นแสนเข็ญอีกด้วย ล้อขอบ 20 นิ้วกับยางแก้มเตี้ยแค่ 30 นั้น หากวิ่งไปตกหลุมแรงๆ ก็จะคดหรือดุ้งทันทีแม้จะเป็นล้อแท้ราคาแพงก็ไม่รอด ยางเส้นเขื่องก็เช่นกัน ขับไปเบียดกับขอบฟุตปาทเบาๆ แก้มยางก็แตกร้าวถึงกับต้องทิ้งกันทั้งเส้นก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย ยางขอบ 20 นิ้วนั้นมีราคาแพงกว่ายางขอบ 18 หลายเท่า บางเส้นแพงถึงเส้นละ 3-4 หมื่นบาทก็มี แก้มที่เตี้ยมากของยางไซส์ 20 นิ้ว หากวิ่งไปเจอเข้ากับผิวถนนแย่ๆ ก็แทบจะไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว ปัจจุบันเห็นว่ากระบะคันโตหรือพวกพีพีวี-เอสยูวียักษ์นิยมเอามาใส่โชว์ความหล่อ แต่ขอบอกเลยว่าขับใช้งานยากโคตรๆ สุดท้ายก็เห็นเปลี่ยนกลับมาใส่ล้อและยางเล็กลงกันทั้งนั้น ขาแรงที่ชอบแต่งแบบใส่ล้อโตๆ แล้วแบะเยอะๆ จูนช่วงล่างให้มีมุมแคมเบอร์ที่เป็นลบมากๆ ยิ่งมากเท่าไรยิ่งชอบ ก็ยิ่งขับยากมากขึ้นเท่านั้น แถมมุมแคมเบอร์ที่ลบมากนั้นยังกินยางให้สึกไม่เท่า โดยจะกินยางด้านในมากกว่าขอบนอกของหน้ายางที่แทบจะไม่ได้สัมผัสกับพื้นถนน การเปลี่ยนล้อกับยางให้ใหญ่ขึ้นแต่ไม่มากนัก เช่น ล้อและยางเดิมๆ ขอบ 16 ก็เปลี่ยนให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยแค่ 17 หรือ 18 นิ้วก็พอที่จะขับใช้งานได้ไม่ลำบากตรากตรำเหมือนล้อและยางวงโตที่เดี๋ยววิ่งเดี๋ยวแตกน่ารำคาญ ก่อนจะเปลี่ยนก็ดูให้ดีๆ ว่าใส่ไปแล้วเลี้ยวได้หรือเปล่า หลายคนไม่ตรวจดูให้ดีๆ พอใส่เข้าไปก็สีเข้ากับแก้มข้างจนยางแหกยับเสียเงินหนักเข้าไปอีก

รถที่โหลดเตี้ยจนล้นช่วงล่างจะเต้นมากจนขาดการยึดเกาะที่ดี การบังคับควบคุมจะออกมาในแบบแย่หรือเลวร้ายกว่าช่วงล่างเดิมๆ ที่ยังไม่ได้ทำ แค่เปลี่ยนโช้คอัพที่ออกแบบมาสำหรับรถรุ่นนั้นๆ พร้อมล้อและยางที่ไม่ใหญ่มากจนเกินไปก็พอ รถจะเกาะถนนดีขึ้นเห็นๆ แต่ก็จะมีความกระด้างมากกว่ารถเดิมๆ เนื่องจากความหนืดของโช้คแต่ง ล้อและยางที่โตขึ้นแถมยังยัดยางแก้มเตี้ยก็ช่วยทำให้สะเทือนขึ้นด้วยเช่นกัน สำหรับรถแข่งที่มักจูนช่วงล่างให้มีมุมแคมเบอร์แบบลบนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพของสนามแข่งในแต่ละสนามที่มีโค้งแตกต่างกันออกไป การทำให้มุมแคมเบอร์เป็นลบก็เพื่อทำให้หน้ายางยังตั้งฉากกับผิวแทรคเมื่อซิ่งผ่านโค้งจะได้ไปเร็วขึ้นได้

มุมลบของแคมเบอร์ในรถแข่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผังสนาม ความแข็งของสปริงและโช้คอัพ รวมถึงเหล็กกันโคลง เมื่อจูนรถแบบนั้นแล้วเอาออกมาวิ่งบนถนนปกติที่ไม่ได้เรียบเหมือนผิวแทรคก็จะเกิดปัญหาในการขับขี่ขึ้นมาทันที มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่ว่าหุบหรือแบะมาขนาดไหน เล่นล้อหุบเข้าในซุ้มมากจนเกินไปเวลาวิ่งเหมือนรถพิการเข้าไปทุกที มุมแคมเบอร์ลบเพิ่มการสึกหรอของหน้ายางด้านใน ลดแรงฉุดลากบนทางตรง อัตราเร่งและประสิทธิภาพในการเบรกก็จะแย่ลงเนื่องจากการขับบนทางตรงไม่ได้เข้าโค้งเหมือนสนามแข่งไปจำกัดหน้าสัมผัสของยาง ข้อดีของมุมแคมเบอร์ลบจะมีก็แค่การขับเข้าโค้งเท่านั้น ข้อควรระวังก็คือ ปรับเป็นลบให้น้อยเข้าไว้สำหรับรถแต่งที่ไม่ใช่รถแข่ง ขับแบบเดิมๆ ก็ดีอยู่แล้วแต่ไม่ชอบต้องดิ้นรนเสียเงินเสียเวลาเรียนรู้กันอยู่นาน เป็นเรื่องของคนชอบแต่งรถที่ขึ้นอยู่กับวัย พอแก่ตัวไปก็จะเข้าใจได้เอง

Continue Reading

ตระเวนสักการะศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์

ตระเวนสักการะศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์
คืนก่อนเราพักที่โรงแรมใกล้กับสถานีรถไฟ Kii-Katsuura ทำให้เราเดินมายังบริเวณหน้าสถานีเพื่อขึ้นรถบัสไปยัง Nachi Taisha ได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่เสียค่าโดยสารเพราะเราใช้ Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass เราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมแล้วนำกระเป๋ามาฝากที่ร้านค้าตรงข้ามสถานีรถไฟที่ใจดีให้นักท่องเที่ยวฝากกระเป๋าได้ฟรี ถ้าใครจะไปเที่ยวแบบเราลองมาฝากกระเป๋าที่นี่ได้นะ แล้วอุดหนุนสินค้าในร้านสักหน่อยเพื่อเป็นการขอบคุณด้วยน้าเรานั่งรถบัสไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 นาทีก็จะถึงจุดหมาย สำหรับใครที่อยากเดินตามรอยเส้นทางแสวงบุญ Kumano Kodo ให้ลงที่ป้าย Daimonzake ซึ่งเป็นต้นทางที่นักท่องเที่ยวจะลงเดินเท้าเพื่อขึ้นไปยังศาลเจ้าด้านบน แต่เนื่องจากเป็นทริปที่มีเวลาจำกัด เราจึงเลือกที่จะนั่งรถบัสต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อไปลงที่ป้ายรถบัส Nachisan แล้วเดินต่อขึ้นไปแทน

เราเดินขึ้นไปตามบันไดประมาณ 15 นาที หนทางที่เดินขึ้นไปไม่ยากลำบากและไม่ชันจนเกินไป เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ เพียง 15 นาทีก็ถึงจุดหมายแล้ว บรรยากาศด้านบนสวยงามและเต็มไปด้วยมนต์ขลังแห่งความศรัทธาของชาวญี่ปุ่นที่ตั้งใจเดินทางมาเพื่อสักการะเทพเจ้าที่ศาลเจ้า Kumano Nachi Taishaนอกจากศาลเจ้าแล้วก็ยังมีวัดพุทธที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มากตั้งอยู่ด้วย ซึ่งวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวอินเดียที่ได้พบรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมปรากฏขึ้นบริเวณ น้ำตก Nachi จึงสร้างวัดขึ้นที่นี่เพื่อบูชาเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง

นอกจากศาลเจ้าด้านบนแล้ว แนะนำให้เดินลงไปตามทางด้านล่างเมื่อเข้าไปชื่นชมความสวยงามของน้ำตก Nachi ใกล้ ๆ ด้วยนะ ซึ่งตลอดทางก็จะมีป้ายบอกทางอยู่ ให้เดินตามทางได้เลย ซึ่งลักษณะของทางเดินทางนี้มีความใกล้เคียงกับ Kumano Kodo เส้นทางแสวงบุญอีกด้วย เหมาะสำหรับใครที่ไม่สะดวกเดินตั้งแต่ต้นแต่อยากสัมผัสบรรยากาศแห่งการแสวงบุญดูบ้างและเมื่อเดินลงไปถึงบริเวณชมน้ำตกแล้วก็จะพบกับอีกหนึ่งศาลเจ้าที่มีชื่อว่า Hirou Jinja ซึ่งเป็นศาลเจ้าย่อยของ Kumano Nachi Taisha สร้างขึ้นเพื่อบูชาน้ำตก Nachi เช่นกัน และถ้าอยากเข้าไปดื่มด่ำความงดงามของน้ำตกให้ใกล้ขึ้นอีกนิดก็สามารถควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่ม 300 เยนเพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวได้

ช่วงบ่ายสามเรามูฟกันไปยังเมือง Ise เพื่อไปสักการะอีกหนึ่งศาลเจ้าที่บรรยากาศสวยงามประทับใจไม่แพ้กัน นั่นคือ Futami Okitama Jinja ศาลเจ้าแห่งความรักที่ตั้งอยู่ริมทะเล ลมแรงมาก ๆ บวกกับอากาศเย็นแบบนี้ หนาวสะใจสุด ๆไฮไลท์ของศาลเจ้าแห่งนี้คือ Meoto Iwa หรือที่คนไทยเราคุ้นในชื่อหินแต่งงาน ลักษณะเป็นหินสองก้อนที่มีขนาดเล็กและใหญ่ต่างกัน เปรียบเหมือนชายและหญิง ด้านบนของหินมีเชือกคล้องระหว่างกันไว้ ทำให้มองดูเหมือนกับว่าหินทั้งสองกำลังอยู่ในพิธีวิวาห์ ซึ่งตามตำนานแล้ว หินทั้งสองก้อนนี้หมายถึงคู่มหาเทพที่เป็นสามีและภริยากัน คือ มหาเทพ Izanagi no Okami และมหาเทพ Izanami no Okami ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้สร้างและเป็นผู้ให้กำเนิดเทพต่าง ๆ อีกมากมาย

และด้วยตำนานดังกล่าวนั่นเองจึงทำให้หินคู่นี้เปรียบเหมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของหญิงชายที่อยู่เคียงคู่กัน ทำให้ที่นี่โด่งดังในเรื่องความรัก มีคู่รักชาวญี่ปุ่นหลายต่อหลายคู่เดินทางมาที่นี่เพื่อสักการะและอธิษฐานขอพรให้ชีวิตคู่สมหวัง ราบรื่น มีความสุข และอยู่คู่กันตราบนานเท่านาน รวมทั้งคนโสดที่ต้องการมีความรักที่แท้จริงก็สามารถเดินทางมาขอพรให้สมหวังในความรักได้เช่นกัน

Continue Reading

Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass : พาสเดียวเที่ยวได้ทั่ว

Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass : พาสเดียวเที่ยวได้ทั่ว
วันนี้ Chill Chil Japan ขอพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวภูมิภาคคันไซด้วยกัน อ๊ะ ๆ แต่ไม่ใช่เมืองยอดฮิตอย่างโอซาก้า เกียวโต หรือนาราที่เพื่อน ๆ หลายคนเคยไปกันมาแล้วนะ เพราะเราจะพาไปแบบเอ็กซ์คลูซีฟกว่านั้น โดยแต่ละสถานที่ที่เราจะพาไปเนี่ยบอกก่อนเลยว่ามีชื่อเสียงมากสำหรับชาวญี่ปุ่น แต่ถ้าพูดชื่อไปนักท่องเที่ยวชาวไทยอาจจะยังไม่คุ้น แต่ไม่เป็นไร…เพราะเราจะมาทำให้คุ้นวันนี้แหละ !!

ออกตัวแรง ๆ ก่อนเลยว่าทริปนี้เราจำกัดงบประมาณสำหรับการท่องเที่ยวเอาไว้ที่ “8,000 บาท” เท่านั้น !! ย้ำว่าเฉพาะค่าท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนเรื่องช้อปปิ้งขออนุญาตไม่พูดถึง เพราะงานนี้มีคนเจ็บปวด ช้อปฯ กระจายเหมือนกับจะไม่ได้มาอีกยังไงยังงั้นแหละ ก็ของเค้าน่าซื้อน่าอุดหนุนไปหมดเลยนี่นา…

หลังจากได้ตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดกันเรียบร้อยแล้ว (ราคาสูง-ต่ำตามความสามารถของแต่ละคน) เราก็ไปซื้อ Pass กันก่อนเลยจ้า เพราะพาสใบเดียวนี่แหละที่จะช่วยเราประหยัดงบประมาณในการท่องเที่ยวไปได้เยอะมาก ๆ และพาสที่เราใช้ในทริปนี้คือ Ise-Kumano-Wakayama Area Tourist Pass ที่จ่ายราคาเดียวเที่ยวเกินคุ้ม !! ราคาอยู่ที่ 11,000 เยน อีกครั้งนะคะ ‘เยน’ นะคะ ไม่ใช่ ‘บาท’ โดยเราสามารถซื้อจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยได้เท่านั้น แล้วค่อยนำไปแลกเป็นพาสจริงเมื่อไปถึงญี่ปุ่นเหมือนกับพาสอื่น ๆ นั่นเองค่ะ

Continue Reading

เที่ยวโอซาก้า ครัวของประเทศ เมืองดังแห่งคันไซ

เที่ยวโอซาก้า ครัวของประเทศ เมืองดังแห่งคันไซ
โอซาก้า มหานครแห่งภูมิภาคคันไซ เมืองสำคัญอีกแห่งของประเทศญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาจากความเป็นมิตรของคนในภูมิภาค สีสันของบ้านเมือง และรสชาติแสนประทับใจตามแบบฉบับคันไซ เป็นดินแดนแห่งที่มาของอาหารญี่ปุ่นและขนมชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนิชชิน พิซซ่าญี่ปุ่นโอโคโนมิยากิ ปลาหมึกญี่ปุ่นทาโกะยากิ และกูลิโกะ

นอกจากอาหารการกินโอซาก้าก็มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายที่มาแล้วต้องไม่พลาดไปเยือน ไม่ว่าจะสวยสนุกยอดนิยม Universal Studio Japan พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ยิ่งใหญ่น่าตื่นตาตื่นใจของญี่ปุ่น Kaiyukan และแหล่งช้อปแหล่งชิมชื่อดังอย่างย่าน Namba หรือจะชมความเก่าแก่อันเป็นประวัติศาสตร์ที่ปราสาทโอซาก้าก็สนุกได้ตามใจเรา หากเมืองหลวงทางภูมิภาคคันโตคือโตเกียว โอซาก้าก็เปรียบเหมือนเมืองหลวงแห่งภูมิภาคคันไซนั่นเอง

Continue Reading

Nagoya Castle : ปราสาทงามแห่งเมืองนาโกย่า

Nagoya Castle : ปราสาทงามแห่งเมืองนาโกย่า
ซื้อตั๋วใต้ดินกันเรียบร้อยแล้วเราก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย Meijo Line มาลงที่สถานี Shiyakusho แล้วเดินต่อประมาณ 8 นาที ระยะทางระหว่างสถานีนั้นร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ตลอดทาง ระหว่างเดินไปเราก้มลงมาเห็นฝาท่อของเมืองนี้พอดี ที่ญี่ปุ่นฝาท่อของแต่ละเมืองหรือตามสถานที่ต่าง ๆ นั้นมักจะทำลวดลายแตกต่างกัน ซึ่งเราก็ชอบถ่ายรูปเก็บไว้เพราะรู้สึกว่านี่คือสีสันและรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างหนึ่งของที่นี่

เดินเพลิน ๆ ไม่นานก็มาถึงหน้าทางเข้าปราสาทนาโกย่า สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่เราจะพาทุกคนไปเที่ยวกันที่นี่เป็นปราสาทที่มีความสำคัญสำหรับเมืองนี้มาก เพราะเป็นแลนด์มาร์กที่โด่งดังและเป็นที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นแวะเวียนกันมามากมาย

เมื่อทำการซื้อตั๋วเข้าชมเรียบร้อยแล้วเราก็เดินเข้าไปชมปราสาทได้เลย ความรู้สึกแรกที่เราได้เข้าไปในบริเวณปราสาทนั้นรู้สึกว่าที่นี่กว้างขวางมาก และบรรยากาศร่มรื่นดีเหลือเกิน แถมได้ยินมาว่าบริเวณรอบ ๆ ปราสาทที่แห่งนี้ยังเป็นจุดชมดอกซากุระซะด้วย

การได้มองเห็นปราสาทนาโกย่าตั้งอยู่เบื้องหน้ายิ่งรู้สึกว่าที่นี่มีความยิ่งใหญ่อลังการและนอกจากความยิ่งใหญ่ภายนอกแล้ว เรายังเข้าไปชมภายในตัวปราสาทได้อีกด้วยนะ โดยปราสาทนาโกย่าแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในสมัยเอโดะ

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปราสาทถูกโจมตีทางอากาศและเสียหายไปในปี 1945 จากนั้นทางญี่ปุ่นจึงทำการบูรณะขึ้นใหม่ให้ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัย (ถึงขนาดมีลิฟต์ด้วย) ที่มีการจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับปราสาทแห่งนี้

หนึ่งสิ่งที่ทำให้ปราสาทแห่งนี้มีชื่อเสียงก็คือรูปสลักปลาหัวเสือทองคำ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยท่านโชกุนคนดังโทกุคาวะ อิเอยาสุตามความเชื่อว่าหากมีไว้จะช่วยให้ปราสาทพ้นจากเหตุไฟไหม้ และเจ้าปลาหัวเสือตัวนี้เราสามารถขึ้นไปขี่และโพสท่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกได้ด้วยนะเออ
ปราสาทแห่งนี้จะมีให้เราเดินชมทั้งหมด ตั้งแต่ชั้น B ถึงชั้น 7 (ยกเว้นชั้น 6 ที่ห้ามเข้า) แต่ละชั้นล้วนมีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ให้เราได้ศึกษา และสำหรับชั้นที่ 7 จะเป็นจุดชมวิวซึ่งเราก็มายืนชมทิวทัศน์ของเมืองนาโกย่าได้ เพราะตรงจุดนี้สามารถมองเห็นวิวสวย ๆ ของเมืองได้ชัดเจน
นอกจากปราสาท ในบริเวณข้างเคียงยังมี ‘ฮอนมารุโกะเท็น’ อดีตบ้านพักทรงญี่ปุ่นดั้งเดิมของผู้ปกครองปราสาทและเป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองแห่งนี้ที่น่าสนใจและอยากให้ทุกคนได้เข้าไปชมกัน ก่อนเข้าชมจะต้องถอดรองเท้าและฝากสัมภาระก่อนเข้าชมนะจ๊ะ
เมื่อฝากสัมภาระและรองเท้าไว้บริเวณล็อกเกอร์ด้านหน้าเรียบร้อยแล้ว เราก็สวมรองเท้าแตะที่เขาเตรียมไว้ให้เดินชมบ้านพักแห่งนี้ได้เลย โดยที่นี่เพิ่งได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่ในปี 2013 และเปิดให้เราเข้าชมกันเมื่อเร็ว ๆ นี้นี่เอง

ภายในของอาคารจะตกแต่งตามแบบฉบับเดิมทุกอย่าง แม้กระทั่งลวดลายบนบานประตูหรือฉากกั้น ทุกอย่างล้วนทำเลียนแบบเสมือนของจริงทั้งสิ้นภายในบ้านพักหลังนี้นั้นมีห้องหับต่าง ๆ มากมายให้เราชมพร้อมกับเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และการเดินไปชมห้องต่าง ๆ เราจะได้ยืนชมเพียงด้านนอกเท่านั้นเพื่อคงสภาพความสวยงาม

Continue Reading

UnderGuard แผ่นปิดใต้ห้องเครื่องที่ขาซิ่งไม่ควรพลาด

UnderGuard แผ่นปิดใต้ห้องเครื่องที่ขาซิ่งไม่ควรพลาด
สวัสดีครับเพื่อนๆชาว BoxzaRacing กลับมาพบกับการแนะนำของแต่งของ BoxzaRacing.com กันอีกครั้ง ในวันนี้ BoxzaRacing จะมาแนะนำของแต่งสำหรับขาซิ่งรวมไปถึงผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถยนต์ ที่ต้องการลดอุณภูมิสะสมในห้องเครื่องและแก้ไขปัญหาต่างๆเกี่ยวกับแผ่นพลาสติกที่ปิดใต้ห้องเครื่อง ที่ของเดิมๆติดโรงงานมานั้นมันขาดง่ายซะเหลือเกิน ยิ่งเป็นรถที่โหลดมาเตี้ยๆเหมือนที่วัยรุ่นบ้านเราชอบแต่งกันนั้นไม่ต้องสืบเลยละครับ ไม่ถึงปีมีฉีกมีขาดอย่างแน่นอนครับ โดยของแต่งที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้มีชื่อว่า UnderGuard นั่นเองครับ

ซึ่งเจ้า UnderGuard ตัวนี้นั้นผลิตมาจากแผ่นอลูมิเนียมเกรดดีซึ่งจะเข้ามาช่วยจัดเรียงอากาศใต้ท้องรถตามหลักอากาศพลศาสตร์ซึ่งก็จะช่วยให้รถเกาะถนนขึ้นในความเร็วสูงและแน่นอนว่าเมื่ออากาศถูกรีดออกจากใต้ท้องรถเจ้าความร้องสะสมต่างๆในห้องเครื่องนั้นก็จะถูกรีดออกมาด้วย เจ้า UnderGuard ตัวนี้เลยสามารถช่วยลดอุณภูมิสะสมในห้องเครื่องได้อีกด้วยครับ แถมถ้ารถของเพื่อนๆเตี้ยมากเจ้าแผ่นนี้ก็ยังช่วยลดการกระแทกได้ในเบื้องต้นซึ่งส่วนผมคิดว่าเจ้าแผ่น UnderGuard นี้มีประโยชน์มากๆในการช่วยลดการกระแทกที่อาจเกิดขึ้นกับแคร้งน้ำมันเครื่องได้โดยตรงและยังสามารถลดฝุ่นผงที่จะมาเกาะตามตัวเครื่องยนต์ของเราได้อีกด้วยละครับ ซึ่งเจ้าแผ่น UnderGuard นี้ยังมาพร้อมช่องเปลี่ยนถ่ายของเหลวเช่น น้ำมันเครื่อง มาอีกด้วยจึงไม่ได้เพิ่มความยุ่งยากให้การเซอร์วิสรถแต่อย่างใดแถมการติดตั้งเจ้า UnderGuard ตัวนี้ก็ง่ายแสนจะง่ายโดยสามารถติดตั้งแทนของเดิมได้เลย โดยไม่ต้องตัดต่อหรือเจาะตัวรถแต่อย่างใดเพราะจาก UnderGuard นั้นเขาใช้ Rivet Nut ที่สามารถเปลี่ยนจากหมุดยึดเดิมเป็นน็อตเบอร์ 10 ได้โดยไม่ต้องเจาะตัวบอดี้อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นนั่นเองครับ

Continue Reading

Naya Spirits Series KOYA 20 Inch ล้ำสมัยสู่ความสุดยอดของเส้นสายแห่งอนาคต

Naya Spirits Series KOYA 20 Inch ล้ำสมัยสู่ความสุดยอดของเส้นสายแห่งอนาคต
กลับมาพบกันอีกครั้ง กับช่วงของแต่งแนะนำจากทาง BoxzaRacing ที่จะมานำเสนอของแต่งสุดเจ๋ง และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยจากเหล่าบรรดาของแต่งที่หยิบมาให้ได้รับชมกันแบบไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ทุกท่านได้นำรถคันโปรดไปอัพเกรดเสริมความเท่กันได้ตามใจต้องการ สำหรับวันนี้ทางทีมงาน

BoxzaRacing จะขอนำเสนอของแต่งยอดนิยม ที่เรียกได้ว่าเป็นไอเทมเสริมความหล่อชิ้นแรกๆ สำหรับเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบการแต่งรถต้องคำนึงถึง นั่นก็คือ “ล้อแม็ก” และแน่นอนว่า หากจะพูดถึงล้อแม็กชื่อดังที่ถูกผลิต และจัดจำหน่ายโดยคนไทย ที่ดังไกลไปทั่วโลกแล้ว คงจะหนีไม่พ้นล้อแม็กจากค่าย PP Superwheels ซึ่งในวันนี้ ได้เผยโมเดลใหม่ Naya Spirits Series KOYA 20Inch ส่วนจะมีรายละเอียด และดีไซน์อย่างไรบ้างนั้น ไปชมกันเลย

Naya Spirits Series KOYA 20Inch

สุดยอดสมรรถนะไร้ขีดจำกัด มาพร้อมกับดีไซน์ล้ำสมัย กับ NAYA Spirits KOYA ดีไซน์ล้ำสมัยสู่ความสุดยอดของเส้นสายแห่งอนาคต ล้อแม็กที่เหมาะสำหรับรถยนต์ Big Sedan มาในไซส์ 20 x 9.5 5H114.3 ET40 ความพิเศษของล้อตัวนี้ ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีรีด – ขยาย (EXTEND TECH) มาใช้เพื่อให้มีโมเลกุลอลูมิเนียมหนาแน่น ทำให้แม็กมีน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 11.0 kg. ถ้าเทียบกับล้อแม็กขนาด 20 นิ้ว ทั่วไป ถือว่าเป็นน้ำหนักที่เบามากๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการประกันโครงสร้างแม็กถึง 6 ปี สี 6 เดือน อีกด้วย

Continue Reading

Defi Advance C2 เกจวัดยอดฮิตของเหล่าขาซิ่ง ที่ต้องมีติดรถ

 

ในวันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปพบกับอีกหนึ่งของแต่งที่เรียกว่าขาดไม่ได้เลยทีเดียว นั้นก็คือเกจวัด ถือว่าเป็นของแต่งที่ได้รับความนิยมเอามากๆไม่ว่าจะเป็นรถที่แต่งแรง และแต่งสวย สำหรับเกจวัดที่จะนำมาให้ชมก็คงหนีไม่พ้นเกจวัด ยี่ห้อ Defi ที่เรียกว่าได้รับความนิยมเอามากๆในบ้านเรา และรุ่นที่จะมาแนะนำก็คือ Defi Advance C2 จะเป็นอย่างไรนั้นติดตามชมกันได้เลยเกจวัด Defi Advance C2 ด้วยรูปลักษณ์ออกแบบใหม่หมด โดยใช้ระบบควบคุมแบบ Advance Control ที่โดดเด่นด้วยฟังชั่นมากมายและยังคงให้ความแม่นยำระดับสูงสุด ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเกจวัดที่รับความนิยมเอามากๆ ในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการแต่งรถ สำหรับ Defi Advance C2 ตัวใหม่นี้ดียังไงเราลองไปชมกันเลย

คุณสมบัติหลัก

การทำงานระบบ Advance Systems แบบ 2 Way Communication
ยังสามารถควบคุมการทำงานได้ด้วยคอนโทรเลอร์แบบแยกชิ้น
สามารถวัดค่าได้แม่นยําที่สุดด้วยเทคโนโลยีระบบ Original Stepping Motor เอกสิทธ์ของ Defi เท่านั้นรูปแบบของไฟหน้าปัด สามารถปรับเปลี่ยนตามการใช้งานถึง 3 ระดับ
มาพร้อมกับหน้าปัดกระจกแบบเรียบ ให้มุมมองที่กว้างกว่า

มีระบบเตือนอัตโนมัติแบบ LED และเสียง เมื่อตรวจพบความผิดปกติในการทำงาน
สามารถบันทึกเก็บข้อมูลการขับขี่ได้ถึง 3 นาทีและเรียกกลับมาดูใหม่ได้
สามารถเลือกโหมดเปิดและปิดการทํางานได้ถึง 2 แบบสวยโดนใจเลยทีเดียวกับ Defi Advance C2เรียกได้ว่าเด็ดเอามากๆเลยทีเดียวสำหรับเกจวัด Defi Advance C2 ที่ทางทีมงานได้นำมาให้เพื่อนๆชมกันในวันนี้ ถือว่าเป็นเกจวัดที่น่าใช้อีกหนึ่งรุ่นที่เหล่าบรรดาขาซิ่งไม่ควรพลาด ในครั้งหน้าจะเป็นของแต่งชิ้นไหน สามารถติดตามชมกันได้ที่ BoxzaRacing.com กันได้ตลอดเลยครับ

Continue Reading

ชุดแข่งสำหรับคนพันธุ์แรง ขีดสุดแห่งความปลอดภัยทั้งในและนอกสนาม

ชุดแข่งสำหรับคนพันธุ์แรง ขีดสุดแห่งความปลอดภัยทั้งในและนอกสนาม
สำหรับผู้ที่รักการขี่มอเตอร์ไซค์เป็นชีวิตจิตใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องของความปลอดภัย โดยเฉพาะในสนามแข่ง แต่ละวินาทีนั้น นักบิดทุกคนล้วนแล้วแต่อยู่ในช่วงเวลาที่อันตราย ซึ่งอาจส่งผลถึงชีวิต ดังนั้นการเลือกใช้อุปกรณ์ในการแข่งขันที่มีมาตรฐาน จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่มิอาจมองข้ามไปได้เลยทีเดียวชุดแข่ง หรือ Racing Suit ถือเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์อันเป็นหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Circuit, Drag หรือแม้แต่การขับขี่บนท้องถนนก็ตาม นักบิดหลายๆ ท่าน อาจให้ความสำคัญในการแต่งรถมากกว่า จนลืมไปว่าอันที่จริงแล้ว อุปกรณ์ในการปกป้องก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันAlpinestar (อัลไพน์สตาร์) ผู้ผลิตสินค้าประเภท Riding Gear ชื่อก้องโลก เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มุ่งเน้นในเรื่องความปลอดภัยของการขับขี่ จึงนำเสนออุปกรณ์ต่างๆ ที่ผลิตภายใต้มาตรฐานและใส่เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อความปลอดภัยเข้าไปแบบเต็มขั้น โดย Racing Suit จากแบรนด์ Alpinestar ถือเป็นที่ยอมรับในวงการการแข่งขันระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น MotoGP หรือแม้แต่ World Superbike Championship ซึ่งแม้แต่แชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดอย่าง Marc Marquez ก็ยังเลือกใช้ Racing Suit พร้อมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยต่างๆ จากแบรนด์นี้

Alpinestar Atem Leather Suit จัดเป็นชุดแข่งอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักบิดชั้นนำ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง CE Certified ด้วยการ์ดในตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ภายใต้วัสดุคุณภาพสูง ผ่านการตัดเย็บอย่างประณีต และมีดีไซน์ที่สวยงาม ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับผู้ที่สวมใส่อีกด้วย โดยชุดแข่ง Alpinestar Atem ผลิตจากหนังเกรดคุณภาพภายใต้ความหนา 1.3 มม. โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่นบริเวณหลัง เอว แขน ขา รวมถึงออกแบบให้ลมสามารถไหลผ่านได้ดี เพื่อความสบายในการสวมใส่ และด้วยการตัดเย็บที่กระชับ พอดีตัว จึงช่วยจัดระเบียบในเรื่องของแอโร่ไดนามิคส์ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเพิ่มความหลากหลายสูงสุดให้กับผู้ขับขี่ด้วยไซส์ที่มีให้เลือกตามสรีระของร่างกายตั้งแต่ 48 – 60

หลังจากที่ได้ลองใส่ Alpinestar Atem Leather Suit แล้ว บอกได้เลยว่า Racing Suit จาก Alpinestar รุ่นนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งไอเท่มที่สายสนามพันธุ์แท้ควรมีไว้ในครอบครอง ด้วยดีไซน์ที่มีความโดดเด่น งานตัดเย็บเรียบร้อย อีกทั้งยังออกแบบมาให้รับกับสรีระของร่างกาย ช่วยเติมความมั่นใจ และความทะมัดทะแมงในย่านความเร็วสูง ซึ่งในขณะที่ขับขี่นั้น รู้สึกได้เลยว่ามีลมไหลผ่านร่ายกายตามรูเล็กๆ ที่ทาง Alpinestar ออกแบบไว้เป็นอย่างดี ช่วยให้ในทุกการขับขี่ ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป โดยรวมแล้วจัดว่าคุ้มค่า และเหมาะกับคนพันธุ์แรงเช่นคุณอย่างแน่นอนครับ

Continue Reading

รู้ล่วงหน้าก่อนทัวร์ขอพรจากวัดและ ศาลเจ้าญี่ปุ่น

รู้ล่วงหน้าก่อนทัวร์ขอพรจากวัดและ ศาลเจ้าญี่ปุ่น
วัดและ ศาลเจ้าญี่ปุ่น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมกันมาก ทั้งจากคนญี่ปุ่นเองและชาวต่างชาติเช่นคนไทยอย่างเรา หลายคนคงตั้งอกตั้งใจไปขอพรแต่ไม่แน่ใจว่าวิธีการขอพรของบ้านเรากับชาวญี่ปุ่นนี่มันเหมือนกันหรือไม่ ขอให้หมดกังวลใจเพราะคราวนี้เรามีวิธีการเข้าวัดและศาลเจ้าแบบญี่ปุ่นมาฝาก จะได้ทำตามกันได้อย่างไม่เขินอาย ตามมาดูกันได้เลย !

วัดและศาลเจ้าในประเทศญี่ปุ่นนั้นล้วนเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนประเทศญี่ปุ่น เพราะนอกจากความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ภายในวัดหรือศาลเจ้าบางแห่งยังมีพิพิธภัณฑ์หรือวัตถุโบราณและทิวทัศน์ที่สวยงามให้เราได้ไปเยี่ยมชม

แต่ละแห่งก็ล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์และถือเป็นสถานที่แห่งความศรัทธา ดังนั้นการเข้าไปเยี่ยมชมวัดหรือศาลเจ้าจึงมีธรรมเนียมปฏิบัติตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น และเนื่องจากวิธีการที่ว่านั้นไม่ค่อยจะเหมือนวิธีการของบ้านเราสักเท่าไหร่ เราจึงมีวิธีการไหว้พระหรือสักการะเทพเจ้าแบบชาวญี่ปุ่นมาแนะนำให้พวกเราทำตาม จะไม่ต้องเคอะเขินและขอพรเทพเจ้าในต่างแดนได้อย่างราบรื่น

วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่นต่างกันยังไงนะ

แม้ว่าวัดและศาลเจ้าของญี่ปุ่นหลายแห่งอาจมีลักษณะและบรรยากาศที่คล้ายคลึงกัน แต่บอกเลยว่าวัดและศาลเจ้าของญี่ปุ่นนั้นมีความแตกต่างกันที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ดังต่อไปนี้

เราสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ จากชื่อของวัดและศาลเจ้าที่จะมีคำลงท้ายแตกต่างกัน โดยหากเป็นวัดจะลงท้ายด้วยคำว่า ‘ji’ แต่ถ้าเป็นศาลเจ้าจะลงท้ายด้วย ‘jinja’ หรือ ‘jingu’
อีกจุดที่สามารถมองเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนเลยก็คือบริเวณทางเข้า บริเวณทางเข้าหน้าศาลเจ้ามักจะมีบ่อน้ำให้ล้างมือหรือบ้วนปากก่อนเข้าไปภายในศาลเจ้าเพื่อชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ ส่วนวัดนั้นจะมีกระถางธูปขนาดใหญ่วางอยู่แทน ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าควันจากธูปจะช่วบปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปได้

ภายในบริเวณวัดมักจะมี พระพุทธรูป สุสาน เจดีย์และระฆังอยู่เป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับศาลเจ้านั้นจะมีเสาโทริอิที่คล้ายกับประตูอยู่บริเวณปากทางเข้าเป็นสัญลักษณ์ </li

สิ่งศักดิ์สัทธิ์ภายในวัดญี่ปุ่นมักจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็เจ้าแม่กวนอิม แต่สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้านั้นคือเทพเจ้าต่าง ๆ ที่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละศาลเจ้า โดยศาลเจ้าจะเก็บรักษาสิ่งของที่ผู้คนกราบไหว้หรือนับถือเอาไว้ รวมทั้งยังเป็นสถานที่ทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ
วัดในประเทศญี่ปุ่นเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ (คล้ายกับวัดของบ้านเรา) ส่วนศาลเจ้านั้นเป็นของศาสนาชินโตซึ่งเป็นลัทธิดั้งเดิมตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่เชื่อในเทพเจ้าเป็นหลัก

ภายในวัดจะมีผู้เผยแพร่ศาสนาอย่างพระสงฆ์หรือแม่ชีอาศัยอยู่ แต่ในศาลเจ้าจะนักบวชหรือมิโกะเป็นผู้ทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หรือสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า
นอกจากลักษณะภายนอกที่หากสังเกตก็จะเห็นถึงความแตกต่างแล้ว ความเชื่อและแหล่งกำเนิดของศาสนายังไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ศาสนสถานทั้งสองอย่างนี้จะมีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกัน

Continue Reading